Category: Uncategorized

  • ‘CBO’ คืออะไร ช่วยลดค่าแอดยังไง และทำไมต้องใช้ในปีนี้!

    ‘CBO’ คืออะไร ช่วยลดค่าแอดยังไง และทำไมต้องใช้ในปีนี้!


    ‘CBO’ คืออะไร ช่วยลดค่าแอดยังไง และทำไมต้องใช้ในปีนี้!

    เมื่อช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา หลาย ๆ คนที่ยิงแอดโฆษณาเพื่อขายสินค้าบน Facebook หรือ Instagram คงได้ยินข่าวว่าเฟซบุ๊กเตรียมถอดการตั้งงบประมาณส่วน Ad Set หรือระดับชุดโฆษณาออกไป และจะมาแทนที่ด้วย CBO หรือ Campaign Budget Optimization 

    แต่ ณ ปัจจุบันพบว่ายังมีนักการตลาดออนไลน์หลาย ๆ คนยังไม่คุ้นชินกับชื่อนี้กันสักเท่าไหร่ และมีหลายคนสงสัยว่า CBO คืออะไร ทำงานยังไง มีข้อดีอะไร ทำไมต้องใช้ในปีนี้ ดังนั้นในบทความนี้ ‘Digihack’ จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ CBO ให้มากขึ้นกัน มาดูกันได้เลย

    สารบัญเนื้อหา

    1) CBO คืออะไร

    2) เปรียบเทียบการกำหนดงบประมาณแบบเก่ากับ CBO

         2.1) การกำหนดงบประมาณแบบเก่า (Ad Set)
        2.2) การกำหนดงบประมาณแบบ CBO

    3) CBO ช่วยลดค่าแอดยังไง ทำไมต้องใช้ในปีนี้

    4) 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ใช้งาน CBO

    5) สรุป

    CBO คืออะไร

    CBO ย่อมาจาก Campaign Budget Optimization เป็นเครื่องมือที่ Facebook จะทำการปรับการทำงานของโฆษณาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น โดยการตั้งงบประมาณในระดับแคมเปญ (Campaign Level) จากนั้นระบบของ Facebook จะทำการจัดสรรงบประมาณในระดับชุดโฆษณา (Ad Set) ให้อัตโนมัติ โดยการยิงแอดโฆษณาไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์โดยรวมที่ดีที่สุด

     

    ถ้าเปรียบเทียบกับการกำหนดงบประมาณแบบเก่า ในการกำหนดงบประมาณในการยิงแอดโฆษณานั้น คุณจะต้องเข้าไปกำหนดงบประมาณด้วยตนเองในระดับชุดโฆษณาหรือ Ad Set แต่สำหรับ CBO นั้น เพียงแค่คุณกำหนดงบประมาณที่คุณมี จากนั้น Facebook จะจัดสรรงบประมาณในแต่ละ Ad Set ให้โดยอัตโนมัติ และเลือกอัดงบประมาณไปในชุดโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

     

    เปรียบเทียบการกำหนดงบประมาณแบบเก่ากับ CBO

    การกำหนดงบประมาณแบบเก่า (Ad Set)

    • ตัวอย่างเช่น คุณมีชุดโฆษณาอยู่ทั้งหมด 3 Ad Set คือ Ad Set A, Ad Set B และ Ad Set C
    • มีงบประมาณในการยิงแอดโฆษณาทั้งหมด 600 บาท
    • จะต้องแบ่งงบประมาณที่มีอยู่เท่า ๆ กันทุก Ad Set เนื่องจากคุณยังไม่ทราบว่าโฆษณาชุดไหนจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน เท่ากับว่าจากงบประมาณที่มีอยู่ จะต้องแบ่งไปในแต่ละชุดโฆษณา ได้ Ad Set ละ 200 บาท
    • ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาส และเสียงบประมาณไปโดยใช่เหตุในการทดสอบว่าชุดโฆษณาไหนได้ผลดีที่สุด

     

    การกำหนดงบประมาณแบบ CBO

    • ตัวอย่างเช่น ในแคมเปญคุณมีชุดโฆษณาอยู่ทั้งหมด 3 Ad Set คือ Ad Set A, Ad Set B และ Ad Set C เช่นเดียวกับการกำหนดงบประมาณแบบเก่า
    • มีงบประมาณในการยิงแอดโฆษณาทั้งหมด 600 บาทเท่ากัน
    • กำหนด Campaign Budget หรืองบประมาณที่จะใช้เป็น 600 บาท
    • ระบบ Facebook จะทำการทดสอบว่า Ad Set A / Ad Set B หรือ Ad Set C ชุดโฆษณาชุดไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด จากนั้นระบบจะอัดงบประมาณไปในชุดโฆษณาที่มีผลลัพธ์ดีที่สุด

     

    CBO ช่วยลดค่าแอดยังไง ทำไมต้องใช้ในปีนี้

    • ใช้งานได้ง่าย ประหยัดงบประมาณ และประหยัดเวลาในการทดสอบผลลัพธ์แต่ละ Ad Set ด้วยตัวเอง
    • ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ในราคาต่อผลลัพธ์ที่ต่ำที่สุด เพราะระบบ CBO จะอัดเงินให้กับ Ad Set ที่มี CPR ต่ำที่สุด
    • ลดความซ้ำซ้อนของกลุ่มเป้าหมาย (Audience Overlap) ที่เป็นต้นเหตุให้โฆษณาเกิดปัญหาไม่รันได้ (ในการกำหนดงบประมาณแบบเก่า) หากใช้ระบบ CBO จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาตรงนี้ได้ เพราะระบบจะมุ่งไปที่ Ad Set ที่มีผลลัพธ์ดีที่สุด รวมถึงจะไม่แสดงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ทับซ้อนกันระหว่างชุดโฆษณาอีกด้วย
    • ระบบไม่ต้องเริ่มต้นการเรียนรู้ใหม่ (Learning Phase) หมายความว่า ในกรณีที่คุณกำหนดงบประมาณแบบเก่า ทุกครั้งที่ปรับ Budget ใหม่ในแต่ละ Ad Set ระบบ Facebook ก็จะ Learning Phase ใหม่ทุก ๆ ครั้ง ทำให้เสียงบประมาณบางส่วนไปกับช่วงนี้ แถมยังต้องเสียเวลาให้ระบบเรียนรู้อีกด้วย แต่หากใช้ CBO ก็จะไม่มี Learning Phase เพราะระบบจะปรับงบประมาณให้โดยอัตโนมัติ

     

    4 ขั้นตอนง่าย ๆ ใช้งาน CBO

    1. ไปที่ Facebook Ads Manager หรือคลิกลิงก์ https://www.facebook.com/business/tools/ads-manager
    2. จากนั้นคลิกสร้างแคมเปญใหม่
    3. คลิกปุ่มเปิด Campaign Budget Optimization หรือภาษาไทยว่า การปรับให้เหมาะสมกับงบประมาณแคมเปญ ให้เป็น ON
    4. ตั้งค่า Campaign Budget (งบประมาณ), Campaign Bid Strategy (กลยุทธ์การประมูลราคาโฆษณา), Ad Scheduling (เวลาทำงานของโฆษณา) และ Delivery Type (วิธีการนำส่งโฆษณา) ตามต้องการ

    สรุป

    CBO หรือ Campaign Budget Optimization เป็นเครื่องมือที่ Facebook จะช่วยจัดสรรงบประมาณในระดับชุดโฆษณาให้โดยอัตโนมัติ ทำให้การยิงโฆษณามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ลงโฆษณาทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งจากคำถามที่ว่าทำไมต้องใช้ CBO ในปีนี้ ช่วยลดค่าแอดยังไง สามารถสรุปได้ดังนี้ คือ ประหยัดงบประมาณและเวลา, ใช้งบประมาณได้คุ้มค่า, ลดความซ้ำซ้อนของกลุ่มเป้าหมาย และระบบไม่ต้องเริ่มต้นการเรียนรู้ใหม่

     

    อย่างไรก็ตามผลลัพธ์โฆษณาก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์, เทรนด์ต่าง ๆ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ดังนั้นผู้ลงโฆษณาก็ต้องดูสถิติ วิเคราะห์ข้อมูล และปรับกลยุทธ์ให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายอยู่เสมอ

  • ความสำคัญของ UX/UI เว็บไซต์ และ 5 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือ

    ความสำคัญของ UX/UI เว็บไซต์ และ 5 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือ

    ความสำคัญของ UX/UI เว็บไซต์ และ 5 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือ

     

    เชื่อว่าคนที่อยู่วงการการตลาดออนไลน์คงได้ยินคำว่า UX/UI ผ่าน ๆ หูกันมาบ้าง และยิ่งช่วงหลังนี้ยิ่งได้ยินกันหนาหูมากยิ่งขึ้น หลังจากที่บริษัทต่าง ๆ ประกาศรับสมัครตำแหน่ง UX และ UI ผ่านเว็บไซต์สมัครงานต่าง ๆ กันเป็นจำนวนมาก เพราะการออกแบบ UX/UI ที่ดี จะส่งผลถึงขั้นสามารถปิดการขายหลักแสนได้ภายใน 1 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเจอหน้าลูกค้าเลย ถึงตรงนี้หลายคงสงสัยแล้วว่าจริง ๆ แล้ว UX/UI มันคืออะไร และมีความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์อย่างไร วันนี้ Digihack รวบรวมมาให้แล้ว ลองมาหาคำตอบได้จากบทความนี้กันได้เลย   

     

    สารบัญ

    1) UX/UI เว็บไซต์ คืออะไร

    2) ความสำคัญของการทำ UX/UI เว็บไซต์

    3) 5 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือ

        3.1) ดีไซน์สวยงาม Branding ดูน่าเชื่อถือ

        3.2) ฟีเจอร์ต่าง ๆ ในเว็บไซต์ทันสมัย ใช้งานได้จริง

        3.3) รูปรีวิวจากลูกค้าจริง

        3.4) ช่องทางการติดต่อครบถ้วน ชัดเจน

        3.5) เครื่องหมายรับรองจากสถาบันต่าง ๆ

    4) สรุป

     

     

    UX/UI เว็บไซต์ คืออะไร

    ก่อนจะไปดูกันว่าความสำคัญของการทำ UX/UI เว็บไซต์มีอะไรบ้าง อยากให้ทุกคนได้รู้จักและทำความเข้าใจก่อนว่า UX/UI คืออะไร เพราะหลายคนอาจยังไม่ทราบว่าทั้งสองอย่างนี้คืออะไรและแตกต่างกันยังไง หรือใครที่ทราบแล้วก็ถือว่ามาทบทวนความรู้ไปพร้อม ๆ กันได้

     

    • UX ย่อมาจาก User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เป็นการจัดวางและดีไซน์รูปแบบเว็บไซต์ที่คำนึงถึงประโยชน์การใช้งานของผู้ใช้งาน เช่น ใช้งานง่าย สะดวกสบาย ลดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น จนทำให้ผู้ใช้งานเกิดความประทับใจและเป็นประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้

     

    • UI ย่อมาจาก User Interface คือ ส่วนเชื่อมต่อกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะเป็นส่วนที่ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นได้ หลัก ๆ จะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่สวยงาม ดึงดูดใจ เช่น ธีมสีของเว็บไซต์, การวางภาพ, การวางตัวอักษร, ขนาดตัวอักษร หรือปุ่ม Call to Action เป็นต้น

     

     

    ความสำคัญของการทำ UX/UI เว็บไซต์

    หลังจากที่ทุกคนได้ทราบและเข้าใจแล้วว่า UX/UI คืออะไร และแตกต่างกันยังไง เรามาดูกันต่อได้เลยว่าการทำ UX/UI เว็บไซต์มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ซึ่งความสำคัญของการทำ UX/UI เว็บไซต์ มีดังนี้

     

    • ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และสินค้าได้อย่างมาก เนื่องจากโดยปกติแล้วลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการกับร้านใดนั้นก็จะดูองค์ประกอบของร้านค้าหรือเว็บไซต์ว่าดูเป็นมืออาชีพและมีความน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน ซึ่งการออกแบบ UX/UI เว็บไซต์ที่ดีนั้นก็จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้
    • ปิดการขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้รับความสะดวกสบาย ไม่ต้องคลิกต่อหลาย ๆ หน้า หรือใช้งานได้โดยไม่หลงทางในเว็บไซต์ จึงทำให้มีโอกาสตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    • ง่ายต่อการเข้าถึง เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่มีความกระชับอยู่ภายในเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นราคา ข้อมูลสินค้า โปรโมชัน รีวิวจากลูกค้า ปุ่ม Call To Action ช่องทางการชำระเงิน และช่องทางการติดต่อ
    • โน้มน้าวใจคนที่กำลังลังเลให้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการได้ โดยอาจทำในรูปแบบของยกรีวิวของลูกค้าที่เคยใช้สินค้าหรือบริการของเราขึ้นมาให้เด่นเพื่อช่วยในการตัดสินใจ หรือมี Pop up โปรโมชันหรือส่วนลดภายในระยะเวลาจำกัดขึ้นมาแสดงตลอดเวลา
    • การที่ร้านค้าออนไลน์มีเว็บไซต์จะสามารถทำ SEO เพื่อขึ้นอันดับต้น ๆ ในหน้า Search Engine ของ Google ได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก และเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาอีกด้วย
    • สามารถออกแบบให้เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความสะดวกต่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์หรือลูกค้าที่สามารถเข้าได้จากทุกช่องทาง

     

     

    5 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือ

    เมื่อทุกคนได้เห็นแล้วว่าความสำคัญของการทำ UX/UI เว็บไซต์มีประโยชน์ยังไงบ้าง จะช่วยสร้างความประทับใจให้ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ยังไง หรือทำไมถึงเป็นตัวช่วยในการปิดการขายให้ง่ายขึ้น หลายคนก็อาจเกิดคำถามในใจว่า แล้วจะทำยังไงให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพที่ดีแบบนั้นได้ ลองมาดู ‘องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือ’ กันต่อเลย เว็บไซต์ของคุณมีหรือขาดข้อไหนไปบ้าง มาเช็กกันได้เลย

     

    1) ดีไซน์สวยงาม Branding ดูน่าเชื่อถือ

    การจัดวางและดีไซน์เว็บไซต์จะต้องสวยงาม มีมาตรฐาน ดูเป็นมืออาชีพ ดูเป็นมิตร เรียบง่าย ใช้งานสะดวก ตรงกับรูปแบบของสินค้าหรือบริการ ทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้ Branding ของคุณน่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ เนื่องจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์หรือลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการกับร้านใดนั้น ก็จะดูองค์ประกอบของร้านค้าหรือเว็บไซต์ว่าดูเป็นมืออาชีพและมีความน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน ซึ่งการมีดีไซน์ที่สวยงาม และ Branding ที่น่าเชื่อถือนั้นก็จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่ด่านแรก

      

    2) ฟีเจอร์ต่าง ๆ ในเว็บไซต์ทันสมัย ใช้งานได้จริง

    นอกจากดีไซน์ที่สวยงามแล้วนั้น ฟีเจอร์ในเว็บไซต์ก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามหากต้องการให้เว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือ เพราะถ้าดีไซน์สวยงาม แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง ก็ไม่เป็นประโยชน์ ดังนั้นหากร้านค้าหรือแบรนด์ควรคำนึงฟีเจอร์ที่ทันสมัย และใช้งานได้จริง อาทิ แบนเนอร์ ภาพสไลด์, แคตตาล็อกสินค้า, ตัวกรองสินค้า เรียงตามราคาสูง/ต่ำ, ระบบสมาชิก, ตัวเชื่อมระบบหลังบ้าน, เว็บไซต์ 2 ภาษา, ช่องทางการชำระเงิน หรือการบริการหลังการขาย เป็นต้น

     

    3) รูปรีวิวจากลูกค้าจริง

    การใส่รูปรีวิวต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของของออนไลน์ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะรีวิวนั้นสามารถเป็นตัวช่วยในการสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์หรือสินค้าได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านค้าที่เพิ่งเข้ามาในวงการนี้หรือเพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นาน หากไม่มีรีวิว ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าคุณจะขายสินค้าได้ง่ายกว่าร้านอื่น ๆ ในตลาด เนื่องจากไม่มีใครการันตีว่าสินค้าคุณมีคุณภาพดี มีมาตรฐาน หรือมีความปลอดภัยหรือไม่อย่างไร ดังนั้นหากมีรูปรีวิว แนะนำให้นำมาใส่ในเว็บไซต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหรือแบรนด์ของคุณ

     

    4) ช่องทางการติดต่อครบถ้วน ชัดเจน

    เพื่อเป็นการยืนยันการมีตัวตนของร้าน และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น แนะนำให้ใส่ช่องทางการติดต่อทั้งหมดของร้าน ไม่ว่าจะเป็น เบอร์โทรศัพท์, LINE OA, Facebook Fanpage หรือช่องทางติดต่ออื่น ๆ ที่ทางร้านมี รวมไปถึงหากมีหน้าร้านยังสามารถใส่ที่อยู่ที่ตั้งของร้าน หรือแผนที่ของร้านเพื่อยืนยันการมีตัวตน

     

    5) เครื่องหมายรับรองจากสถาบันต่าง ๆ

    เช่น เครื่องหมาย DBD Verified, Registered ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, เครื่องหมายรองรับ VISA และ Master Card หรือโลโก้แบรนด์ต่าง ๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับทางร้าน

     

     

    สรุป

     

    UX (User Experience) จะให้ความสำคัญในเรื่องของประโยชน์การใช้งานต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน ส่วน UI (User Interface) จะเน้นในเรื่องของการดีไซน์ที่สวยงาม เพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน โดยความสำคัญของการทำ UX/UI เว็บไซต์นั้นจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และยังทำให้ปิดการขายได้ง่ายและเร็วขึ้นอีกด้วย โดยองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์น่าเชื่อถือ ก็มีอยู่ 5 องค์ประกอบหลัก ๆ คือ ดีไซน์สวยงาม Branding ดูน่าเชื่อถือ, ฟีเจอร์ต่าง ๆ ในเว็บไซต์ทันสมัย ใช้งานได้จริง, รูปรีวิวจากลูกค้าจริง, ช่องทางการติดต่อครบถ้วน ชัดเจน และเครื่องหมายรับรองจากสถาบันต่าง ๆ 

  • Blog หรือบทความ SEO บนเว็บไซต์ คืออะไร ทำไมร้านขายของออนไลน์ต้องมี?

    Blog หรือบทความ SEO บนเว็บไซต์ คืออะไร ทำไมร้านขายของออนไลน์ต้องมี?

    Blog หรือบทความ SEO บนเว็บไซต์ คืออะไร ทำไมร้านขายของออนไลน์ต้องมี?

     

    ถ้าพูดถึงเครื่องมือค้นหาอย่าง Search Engine เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงต้องนึกถึง Google ก่อนเป็นอันดับแรก ๆ เพราะไม่ว่าคุณต้องการจะค้นหาอะไร Google ก็มีคำตอบให้คุณเสมอ ขณะเดียวกันในยุคนี้เมื่อผู้คนต้องการจะซื้อสินค้าอะไร ก็อาจเริ่มค้นหาจาก Google เช่นเดียวกัน เช่น ข้อมูลสินค้าหรือรีวิว

     

    ดังนั้นหากมีเครื่องมือ/วิธีที่จะทำธุรกิจหรือร้านค้าออนไลน์ของคุณติดหน้า 1 ใน Search Engine ได้ก็คงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ดังนั้นวันนี้ Digihack จึงนำบทความ ‘Blog หรือบทความ SEO บนเว็บไซต์ คืออะไร ทำไมร้านขายของออนไลน์ต้องมี?’ มาให้ทุกคนได้ดูกันแล้ว SEO คืออะไร ทำไมร้านขายของออนไลนต้องมี มาดูกันเลย   

     

     

    สารบัญเนื้อหา

     

    1) Blog หรือบทความ SEO คืออะไร

    2) 6 เหตุผลที่เว็บไซต์ขายของออนไลน์ยุคนี้ต้องมี Blog หรือบทความ SEO

    3) Blog หรือบทความ SEO เหมาะกับใครบ้าง

    4) สรุป

     

     

    Blog หรือบทความ SEO คืออะไร

    SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือ การสร้าง Traffic แบบ Organic ผ่าน Search Engine ของ Google ด้วยวิธีที่นิยมอยู่ในตลาดจนถึงปัจจุบัน ด้วยการทำ Blog หรือบทความ คอนเทนต์ต่าง ๆ ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับในหน้าแรก ๆ ของ Google ได้ ทำให้มีผู้คนเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้มากขึ้นและสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังถือเป็นวิธีที่สามารถช่วยให้คุณประหยัดค่าโฆษณาได้อีกทางด้วย

    6 เหตุผลที่เว็บไซต์ขายของออนไลน์ยุคนี้ต้องมี Blog หรือบทความ SEO

    Blog หรือบทความ SEO กลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ สำหรับเว็บไซต์ขายของออนไลน์ในยุคนี้เข้าไปแล้ว เพราะถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักได้มากขึ้น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ขายได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสเติบโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น วันนี้ Digihack จึงลิสต์ 6 เหตุผลมาให้ดูว่า “ทำไมเว็บไซต์ขายของออนไลน์ยุคนี้ถึงต้องมี Blog หรือบทความ SEO” ลองมาดูกันต่อเลย

     

    1) ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

    หากเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของคุณมี Blog หรือบทความ SEO นั้น จะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาได้มากขึ้น เช่น การโฆษณาโดยการจ่ายแบบ Pay Per Click (PPC) หรือที่หลายคนเรียกกันว่า SEM ที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายกับทาง Google เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นอันดับแรก ๆ ในหน้า Search Engine แต่หากทำบทความ SEO ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้อย่างมาก ซึ่งหากมองในระยะยาวคือคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    2) มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

    แน่นอนว่าเมื่อคุณมี Blog บทความ SEO ที่มีคุณภาพจนเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ในหน้า Search Engine ได้แล้วนั้น ก็ย่อมสร้างโอกาสให้ร้านค้าของคุณเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น และจะนำมาซึ่งผู้คนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้นและสม่ำเสมออย่างแน่นอน  

     

    3) เพิ่มยอดขายสินค้ามากขึ้น

    จากข้อก่อนหน้าที่เราบอกว่าเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของคุณจะมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นเมื่อมี Blog บทความ SEO ที่มีคุณภาพจนติดอันดับต้น ๆ ใน Google นอกจากนั้นยังส่งผลโดยตรงต่อยอดขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ร้านค้าของคุณนั้นก็ล้วนแต่มีความสนใจในสินค้านั้น ๆ บนเว็บไซต์ ซึ่งก็มีโอกาสสูงที่ผู้ชมเหล่านั้น จะกลายมาเป็นลูกค้าของคุณ ลองคิดตามเล่น ๆ ว่าถ้ามีผู้เข้าชมเว็บไซต์วันละ 1,000 คน ในจำนวนนี้ตัดสินใจซื้อสัก 100 คน ยอดขายและกำไรที่ได้รับจะตกเป็นจำนวนเท่าไหร่

     

    4) ช่วยโปรโมทร้านค้าตลอดเวลา

    ถ้าหากเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของคุณทำ Blog หรือบทความ SEO ที่ได้คุณภาพจนเว็บไซต์สามารถขึ้นมาติดอันดับต้น ๆ ในหน้า Search Engine ได้แล้วล่ะก็ ผลที่ตามมาก็คือ มีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของร้านค้าคุณ เพื่อดูสินค้าที่อยู่บนหน้าเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน และ 365 วัน เลยทีเดียว ที่สำคัญยังทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับดี ๆ ไปในระยะยาวอีกด้วย

     

    5) สร้างความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้า

    หากเว็บไซต์ขายของออนไลน์ของคุณติดอันดับหน้าแรก ๆ ใน Search Engine ของ Google ได้แล้วนั้น หมายความว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีคุณภาพ ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจและเกิดความเชื่อมั่นที่จะคลิกเพื่อเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณเพื่อดูข้อมูลประกอบการตัดสินใจและตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย 

     

    6) เอาชนะคู่แข่งในตลาด

    สุดท้าย การทำ Blog หรือบทความ SEO ถือเป็นอีกเครื่องมือหรือวิธีที่เว็บไซต์ขายของออนไลน์จะมีอำนาจในการแข่งขันมากขึ้น จนสามารถเอาชนะคู่แข่งในตลาดสินค้าเดียวกันได้อย่างแน่นอน เพียงแค่หมั่นพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นไปตามระบบ SEO อย่างต่อเนื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่อง รับรองว่ายังไงก็มีโอกาสเอาชนะคู่แข่งในตลาดที่ไม่ได้ทำ SEO อย่างขาดลอย!

     

     

    Blog หรือบทความ SEO เหมาะกับใครบ้าง

    อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำ Blog หรือบทความ SEO นั้นจะเหมาะกับธุรกิจหรือร้านขายของออนไลน์ที่มีเว็บไซต์ ดังนั้นแล้วมาดูกันต่อว่ามีกรณีแบบไหนบ้างที่ผู้ประกอบการควรเลือกทำบทความ SEO บนเว็บไซต์

     

    • เว็บไซต์ที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นาน ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ
    • เว็บไซต์ที่มี Keyword สินค้าที่ไม่ได้มีการเเข่งขันสูง ซึ่งจะสามารถทำให้ติดหน้าแรก ๆ ได้เลย
    • ร้านค้าหรือธุรกิจออนไลน์ต่าง ๆ ที่ต้องการเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าของตนเอง
    • ร้านค้าหรือธุรกิจออนไลน์ต่าง ๆ ที่ต้องการช่วงชิงลูกค้าจากคู่แข่งในตลาดเดียวกัน
    • ร้านค้าที่มีเว็บไซต์และต้องการเพิ่มคะเนน SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกใน Google
    • ร้านค้าที่มีเว็บไซต์และต้องการประหยัดค่าโฆษณา
    • ร้านค้าที่มีเว็บไซต์และต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก ๆ

    สรุป 

    บทความ SEO ก็คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นหาเจอจาก Keyword ต่าง ๆ จากการทำ Blog หรือบทความ คอนเทนต์ที่มีคุณภาพตรงตามกฎของ Google จนเว็บไซต์ของคุณติดอันดับในหน้าแรก ๆ ของ Google ได้ จึงส่งผลให้เว็บไซต์ธุรกิจหรือร้านค้าออนไลน์ของคุณมีโอกาสที่จะมีผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาอีกด้วย ดังนั้นแล้วหากคุณทำธุรกิจหรือขายของออนไลน์แล้วมีเว็บไซต์เป็นช่องทางในการขาย ไม่ควรพลาดที่จะทำบทความ SEO ลงบนเว็บไซต์ของคุณ

  • อีก 1 การเปลี่ยนแปลงที่คนยิงแอดต้องรู้! Facebook ยกเลิกกำหนดกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 20 ปี

    อีก 1 การเปลี่ยนแปลงที่คนยิงแอดต้องรู้! Facebook ยกเลิกกำหนดกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 20 ปี

    อีก 1 การเปลี่ยนแปลงที่คนยิงแอดต้องรู้! Facebook ยกเลิกกำหนดกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 20 ปี

    และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ขายของบน Facebook และทำการยิงแอดเพื่อหาลูกค้า เพราะล่าสุด Facebook ได้ประกาศยกเลิกกำหนดกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำ 20 ปีในประเทศไทยแล้ว!

    สารบัญเนื้อหา

    1) Facebook ยกเลิกกำหนดกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 18 ปี

    2) 9 ประเภทการยิงแอดที่ไม่สามารถใช้กับผู้อายุต่ำกว่า 20 ปีได้

    3) ข้อควรรู้เกี่ยวกับประกาศนี้

    4) สรุป

    Facebook ยกเลิกกำหนดกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 18 ปี

    นอกจากประกาศที่เป็นข่าวสะเทือนวงการธุรกิจออนไลน์อย่างยิงแอดบน Facebook ตั้งแต่ 1 กันยายน 2564 นี้เป็นต้นไปจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 7% แล้วนั่น ก็ยังมีอีกประกาศสำคัญที่พ่อแม่ค้าขายของออนไลน์และยิงแอดบน Facebook จะต้องทราบ

    นั่นก็คือประกาศที่ Facebook ยกเลิกการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 18 ที่ลงประกาศตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยมีใจความสำคัญคือ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป การกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาจะไม่สามารถกำหนดอายุผู้ที่ใช้งานที่มีอายุ ต่ำกว่า 18 ปีทั่วโลก และอายุต่ำกว่า 20 ปีในประเทศไทย รวมถึงอายุต่ำกว่า 21 ปีในอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับคนยิงแอดโฆษณา

    9 ประเภทการยิงแอดที่ไม่สามารถใช้กับผู้อายุต่ำกว่า 20 ปีได้

    1) Detailed Targeting (interests, behaviors and demographics) – กลุ่มเป้าหมายจากการเลือกความสนใจ พฤติกรรมผู้บริโภค หรือข้อมูลประชากรต่าง ๆ

    2) Connections targeting – กลุ่มเป้าหมายที่เชื่อมต่อกับเพจ แอป หรือ Event บน Facebook 

    3) Language targeting – ภาษาของกลุ่มเป้าหมาย

    4) Website Custom Audiences – การกำหนดกลุ่มเป้าจากเว็บไซต์

    5) App activity Custom Audiences – การกำหนดกลุ่มเป้าจากแอปพลิเคชัน

    6) Customer list Custom Audiences – การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเองจากรายชื่อลูกค้า

    7) Engagement Custom Audiences (event, Facebook Page, Instagram, Instant Experience, lead form, shopping, video) – การกำหนดกลุ่มเป้าหมายจากคนที่เคย Engage กับเพจ Facebook หรือ Instagram 

    8) Offline activity Custom Audiences – การกำหนดกลุ่มเป้าหมายจากเหตุการณ์แบบออฟไลน์

    9) Lookalike Audiences – การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน

    ข้อควรรู้เกี่ยวกับประกาศนี้

    Q: Target อายุ ควรตั้งที่ 20 หรือ 21 ปี?

    A: สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือ Target ที่อายุ 20 ปีขึ้นไปได้เลย


    Q: สินค้าที่มีความจำเป็นต้อง Target ไปกลุ่มเด็กหรือวัยรุ่นจริง ๆ ยังทำได้ไหม?
    A: ยังสามารถทำได้ แต่ต้องทำการแยกชุดโฆษณา หรือ Ad Set มาอีก 1 Ad Set จากนั้นให้กำหนดช่วงอายุ 13 – 20 ปี ทั้งนี้จะไม่สามารถกำหนด Interest ไม่สามารถกำหนด lookalike Retargeting ใด ๆ ได้เลย สามารถกำหนดได้เพียง Location, Age และ Gender

    สรุป

    จากประกาศที่ Facebook ยกเลิกกำหนดกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 18 ปีนี้ จึงสรุปเข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า ตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป การ Targeting กลุ่มเป้าหมายในประเทศไทยจะต้องกำหนดที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ดังนั้นแล้วใครยังตั้งแอดหากลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 20 ปีอยู่ แนะนำให้รีบเข้าไปปรับเปลี่ยนกันให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการผิดกฎของทาง Facebook  

    Reference: facebook.com/business/help/229435355723442 

  • 5 ฟีเจอร์เด็ด ‘LINE OA’ ที่ธุรกิจออนไลน์ต้องรู้และต้องทำ!

    5 ฟีเจอร์เด็ด ‘LINE OA’ ที่ธุรกิจออนไลน์ต้องรู้และต้องทำ!

    5 ฟีเจอร์เด็ด ‘LINE OA’ ที่ธุรกิจออนไลน์ต้องรู้และต้องทำ!

     

    นาทีนี้ถ้าพูดถึงแอปพลิเคชันสำหรับ Chat พูดคุยกับเพื่อน ๆ คนในครอบครัว หรือที่ทำงาน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับแอปพลิเคชัน LINE อย่างแน่นอน เพราะถือเป็นสื่อออนไลน์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร หรือการซื้อ-ขายของออนไลน์ที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยมีประสบการณ์ตรงนี้กันมาไม่มากก็น้อย

     

    ซึ่ง LINE ที่คุณติดต่อพูดคุยกับร้านค้าต่าง ๆ สำหรับซื้อ-ขายสินค้าก็คือ LINE OA หรือ LINE Official Account ดังนั้นบทความนี้ Digihack จะพาทุกคนไปรู้จักกับ LINE OA ว่าเจ้าแอปฯ นี้คืออะไร มีข้อดีหรือประโยชน์อะไร ทำไมธุรกิจออนไลน์ถึงต้องใช้ และจะมีฟีเจอร์อะไรเด็ด ๆ บ้างที่ธุรกิจออนไลน์ไม่ควรพลาด ไปติดตามกันได้เลย 

     

    สารบัญ

     

    1) LINE OA คืออะไร

    2) ทำไมธุรกิจออนไลน์ต้องใช้ LINE OA

    3) 5 ฟีเจอร์เด็ด LINE OA

         3.1 Greeting Message

         3.2 จัดระเบียบแชทด้วย Tag 

         3.3 Quick Reply

         3.4 Note

         3.5 Rich Content

    4) สรุป

    LINE OA คืออะไร

    สำหรับพ่อค้าแม่ขายของออนไลน์มือใหม่ยังไม่รู้จัก ‘LINE OA’ อันดับแรกมาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าว่าเจ้า LINE OA คืออะไร ซึ่ง LINE OA มีชื่อเต็ม ๆ ว่า LINE Official Account เป็นบัญชีทางการของ LINE สำหรับธุรกิจ ที่ร้านค้าต่าง ๆ สามารถใช้เพื่อสื่อสารกับลูกค้าหรือผู้ติดตามได้ทั้งรูปแบบข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอ 

     

    นอกจากนั้นแล้วยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ร้านค้าสามารถบริหารจัดการการขายได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ การสร้างข้อความตอบกลับอัตโนมัติ, การบรอดแคสต์ข้อความ/ข่าวสารให้ผู้ติดตามของคุณทั้งหมดได้ภายในครั้งเดียว และฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมายที่จะช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับร้านค้า และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า

    ทำไมธุรกิจออนไลน์ต้องใช้ LINE OA

    หลังจากได้รู้จัก LINE OA กันไปแล้วว่าคืออะไร ไว้ใช้ทำอะไร ทุกคนคงเริ่มสนใจอยากจะนำไปใช้กับธุรกิจของตัวเองกันแล้วแน่ ๆ ดังนั้นมาดูกันดีกว่าว่า ทำไมธุรกิจออนไลน์ต้องใช้ LINE OA มีข้อดีหรือประโยชน์อะไรบ้าง 

     

    • มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Line จำนวนกว่า 45 ล้านบัญชี (สถิติปี 2020) มีโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก

     

    • เข้าถึงผู้ที่สนใจแบรนด์หรือสินค้าของคุณ เพราะแน่นอนว่าผู้ที่ Add LINE OA ร้านของคุณมา ย่อมหมายความว่าเขากำลังสนใจแบรนด์ สินค้าหรือบริการของคุณ

     

    • เพิ่มยอดขายได้มากขึ้นอย่างชัดเจน จากการที่เราบอกไปก่อนหน้าว่าคนที่ Add มาส่วนใหญ่จะเป็นคนที่กำลังสนใจ ดังนั้นแล้วคุณมีโอกาสที่จะปิดการขายได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ฟีเจอร์บรอดแคสต์ในการบอกโปรโมชัน เป็นต้น

     

    • สร้างความประทับใจให้ลูกค้าตั้งแต่ครั้งแรก ด้วยข้อความต้อนรับเมื่อลูกค้า Add LINE OA ร้านของคุณเข้ามา

     

    • รักษาฐานลูกค้าหรือความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าได้

     

    ถ้าอย่างงั้นแล้วมาดูกันว่า LINE OA จะมีฟีเจอร์อะไรเด็ด ๆ บ้าง ที่ธุรกิจออนไลน์ต้องรู้และต้องทำ! 

     

    5 ฟีเจอร์เด็ด LINE OA

     

    1) Greeting Message

    ฟีเจอร์เด็ดอันแรกถ้าไม่ใช่คือพลาดมาก ๆ เพราะเมื่อลูกค้า Add คุณเป็นเพื่อนครั้งแรกก็คงไม่อยากให้พวกเขาเข้ามาพบกับความว่างเปล่าใช่ไหม ซึ่งฟีเจอร์ Greeting Message จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดข้อความต้อนรับแสดงขึ้นมาในแชทลูกค้าโดยอัตโนมัติเมื่อเพิ่มร้านค้าคุณเป็นเพื่อนในครั้งแรก 

     

    โดยคุณสามารถตั้งค่าได้ทั้งรูปแบบข้อความ, รูปภาพ, วิดีโอ, สติกเกอร์ หรืออื่น ๆ ได้ตามที่ต้องการสูงสุดถึง 5 บอลลูน ซึ่งเหมือนเป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าของคุณตั้งแต่ครั้งแรก เหมือน First Impression ได้อย่างดีเลยทีเดียว

    เคล็ดลับการตั้ง Greeting Message ให้ลูกค้าประทับใจ

     

    • ใส่ชื่อลูกค้าเพิ่มความรู้สึกเฟรนด์ลี่

     

    ใน LINE OA คุณสามารถตั้งค่าข้อความต้อนรับหรือ Greeting Message ให้ดึงชื่อ LINE ของลูกค้ามาอยู่ในข้อความได้ เช่น สวัสดีค่ะคุณ ‘ชื่อผู้ใช้’ ‘ชื่อบัญชี’ ยินดีต้อนรับค่ะ จะช่วยให้ผู้อ่านข้อความหรือลูกค้าของคุณรู้สึกถึงความเฟรนด์ลี่ เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย

     

    • ภาพแนะนำสินค้า/บริการที่ดึงดูด

     

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการขายของออนไลน์ภาพถ่ายสินค้าถือเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นในข้อความต้อนรับนี้หากใส่รูปสินค้าที่น่าดึงดูด มีคำแนะนำอธิบายดี หรือเป็นภาพโปรโมชัน นอกจากจะทำให้ลูกค้าประทับใจแล้ว ยังช่วยให้ปิดการขายได้ง่ายและเร็วขึ้นอีกด้วย

     

    • โปรโมชันพิเศษสำหรับเพื่อนใหม่

     

    เพื่อแทนคำขอบคุณที่ลูกค้าให้ความสนใจในแบรนด์/สินค้า และได้แอดร้านค้าเป็นเพื่อน อาจใส่ข้อความ/รูปภาพ โปรโมชันพิเศษสำหรับเพื่อนใหม่ เช่น มอบส่วนลดพิเศษ, ของแถม หรือโปรโมชันส่งฟรี เป็นต้น ซึ่งโปรโมชันนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อในครั้งแรกได้ง่ายแล้วเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน

     

    2) จัดระเบียบแชทด้วย Tag 

    หากร้านค้าของคุณมีสินค้าหลากแบบหลายประเภท LINE OA สามารถแบ่งหมวดหมู่ของลูกค้าตามความสนใจตัวสินค้าได้ด้วย Chat Tag หมดปัญหาการลืมว่าลูกค้าคนนั้น ๆ สนใจสินค้าอะไรอยู่ โดยลูกค้า 1 คน สามารถติด Tag ได้สูงสุด 10 Tag ช่วยให้คุณตามหาลูกค้าที่ต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้น

     

    ยกตัวอย่างเช่น Digihack เปิดคอร์สสอนออนไลน์ 3 คอร์ส อาจแบ่ง Tag ตามความสนใจของลูกค้า หรือเป็นลูกค้าเก่าที่เรียนคอร์สนั้น ๆ อยู่ เช่น

    • คอร์ส Beginner
    • คอร์ส Advance
    • คอร์ส Private
    • ลูกค้าเก่า/ลูกค้าใหม่

     

    ทีนี้เวลาคุณจะ Broadcast ข้อความประชาสัมพันธ์ หรือโปรโมชันต่าง ๆ ก็สามารถเลือกส่งข้อความไปหาลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ตามที่ Tag แยกประเภทของลูกค้าได้อีกด้วย

     

    3) Quick Reply

    ฟีเจอร์นี้ถือเป็นตัวช่วยให้กับแอดมินอย่างมากในการตอบคำถามลูกค้า หรือการบอกรายละเอียดต่าง ๆ ที่ใช้บ่อย ๆ โดยที่คุณสามารถตั้งข้อความที่ใช้บ่อย ๆ ไว้ล่วงหน้า เช่น การสรุปยอดชำระ หรือการส่งรายละเอียดช่องทางการชำระเงินค่าสินค้า ซึ่งจะลดความยุ่งยากให้แอดมิน ทำให้ตอบแชทลูกค้าได้ไวยิ่งขึ้น ร้านค้าก็สะดวก ลูกค้าก็ประทับใจ

     

    4) Note

    ในแชทลูกค้าแต่ละคน คุณสามารถโน้ตข้อความ ซึ่งทำให้การเก็บข้อมูลลูกค้าทำได้ง่ายยิ่งขึ้น และสะดวกในการคุยหรือสั่งซื้อในครั้งต่อ ๆ ไป เช่น

    • โน้ตชื่อลูกค้า
    • ที่อยู่ในการจัดส่ง
    • สินค้าที่ลูกค้าสนใจเป็นพิเศษ

     

    5) Rich Content

    ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ของ LINE OA ที่ร้านค้าไม่ควรพลาด ซึ่ง Rich Content เป็นการส่งข้อความแบบพิเศษในรูปแบบต่าง ๆ เช่น รูปภาพหรือวิดีโอ

    โดย Rich Content จะทำได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

    • Rich Message: ส่งภาพ Banner ขนาดเต็มจอ โดยลูกค้าสามารถคลิกในภาพเพื่อเชื่อมไปยังช่องทางอื่น ๆ ตามที่ร้านค้าใส่ลิงก์เอาไว้ เช่น คลิกแล้วไปแอปฯ Shopee หรือ Lazada
    • Rich Video: จะมีลักษณะคล้ายกับ Rich Message เพียงแต่จะเป็นรูปแบบวิดีโอ Auto-Play สามารถใช้ได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน และแบบ 1:1 อีกทั้งลูกค้ายังสามารถคลิกเพื่อเชื่อมไปยังช่องทางอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน
    • Rich Menu: เป็นเมนูลัดที่อยู่ด้านล่างของแชท โดยร้านค้าสามารถสร้างได้สูงสุด 6 เมนู และกำหนดได้ว่าคลิกเมนูนั้น ๆ แล้วจะให้ลิงก์ไปที่หน้าไหน หรือช่องทางไหน

     

     

    สรุป

     

    5 ฟีเจอร์ที่เราแนะนำไป เป็นฟีเจอร์เพียงส่วนหนึ่งที่ LINE OA มี แต่เบื้องต้นหากทางแบรนด์หรือร้านค้าทำได้ครบทั้ง 5 ฟีเจอร์นี้ รับรองว่าจะสามารถมอบความประทับใจให้กับลูกค้าได้อย่างมาก และเชื่อว่าจะต้องมัดใจลูกค้าได้อยู่หมัดแน่นอน 

  • 1 กันยานี้ ธุรกิจรายย่อยเตรียมตัว! ยิงแอดบน Facebook ต้องเสียภาษี VAT 7%

    1 กันยานี้ ธุรกิจรายย่อยเตรียมตัว! ยิงแอดบน Facebook ต้องเสียภาษี VAT 7%

    1 กันยานี้ ธุรกิจรายย่อยเตรียมตัว! ยิงแอดบน Facebook ต้องเสียภาษี VAT 7%

    พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์รายเล็ก รายย่อยเตรียมพร้อมรับมือให้ดี เพราะ 1 กันยายน 2564 นี้ ยิงแอดบน Facebook จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทุกครั้งที่ดำเนินการ

    สารบัญเนื้อหา

    1) Facebook ประกาศเพิ่มเติมสำหรับการยิงแอดในไทย
    2) ประกาศนี้กระทบใครบ้าง?
    3) คำถาม – คำตอบที่น่าสนใจ จาก Facebook Ads Team
    4) สรุป

    Facebook ประกาศเพิ่มเติมสำหรับการยิงแอดในไทย

    พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เป็นเครียด! ไม่กี่วันที่ผ่านมา Facebook ได้ออกประกาศเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการยิงแอด (Ads) ในไทย ที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการธุรกิจออนไลน์ที่ใช้ Facebook เป็นช่องทางในการขายสินค้าหรือบริการ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. นี้ ทุกครั้งที่คุณยิงแอดจะต้องเสีย VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะต้องเสียที่ 7% นั่นเอง

    ประกาศนี้กระทบใครบ้าง?

    โดยหลัก ๆ ประกาศเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการยิงแอดในไทยจาก Facebook นี้ จะทบกับ 2 กลุ่มหลัก ๆ ที่ต้องทราบและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

    • ผู้ยิงแอดหา User ที่เป็นคนไทย หรือมีที่อยู่ในประเทศไทย
    • ผู้ที่ไม่ได้กรอกหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ทั้งนี้ระบบ Facebook ก็จะมีการตั้งกฎหรือ Condition อยู่ 2 Condition ดังนี้

    1) ผู้มีหมายเลข VAT ID หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ภ.พ.20) เรียบร้อยแล้ว ให้นำมาใส่ในส่วนของ Billing หรือตั้งค่าการชำระเงินได้ ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ระบบ Facebook ตรวจสอบเจอว่ามีการใส่ข้อมูลตรงนี้แล้ว การยิงแอดของคนกลุ่มนี้ก็จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพิ่มเติม แต่นิติบุคคลจะต้องไปยื่นเสียภาษี ภ.พ.36 กับทางกับสรรพากร หรือเสีย 7% ให้กับทางกรมสรรพากรแทน

    ตัวอย่างเช่น ยอดยิงแอด 10,000 บาท จะต้องจ่าย Facebook 10,000 บาท และจ่ายสรรพากร 700 บาท โดยเมื่อกรอกเลขนิติบุคคลลง หรือ ลขผู้เสียภาษีอากรลงในระบบ Facebook จะส่งข้อมูลให้ทางกรมสรรพากร และทางบริษัทจะต้องยื่นเสียภาษี ภ.พ.36 กับทางกรมสรรพากร 7%

    2) ผู้ไม่มีหมายเลข VAT ID หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เช่น ธุรกิจรายย่อยต่าง ๆ ในการยิงแอดระบบ Facebook จะมีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ในทุก ๆ บิลที่คุณดำเนินการ โดยจะตัดจากบัตรอัตโนมัติ

    ตัวอย่างเช่น วันนี้ระบบ Facebook มีการเรียกเก็บเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท คุณจะโดนบวก VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ดังนั้นระบบจะตัดเงิน 32,100 บาท (ไม่ได้บวกจากงบประมาณรายวัน)

    คำถาม – คำตอบที่น่าสนใจ จาก Facebook Ads Team

    ไม่กี่วันที่ผ่านมา Digihack ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับ Facebook Ads Team เกี่ยวกับประกาศดังกล่าว จึงได้รวบรวมคำถาม – คำตอบที่น่าสนใจมาให้เพื่อน ๆ ได้ทราบโดยทั่วกัน ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ยังเป็นในเชิงทฤษฎี จะเห็นทุกอย่างชัดเจนจริง ๆ ในวันที่ 1 กันยานี้เป็นต้นไป จะมีคำถามที่กำลังหาคำตอบอยู่ไหม มาดูกันต่อเลย

    Q: กรณีผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา (ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่ไปนำหมายเลข VAT ไอดีของคนอื่นมาใส่ ทางระบบ Facebook จะมีการตรวจสอบอย่างไร?
    A: โดยปกติแล้วทางสรรพากรสามารถทำการตรวจสอบในส่วนนี้ได้อยู่แล้ว เพราะทางผู้ประกอบการจะต้องมีการยื่น ภ.พ.36 ในทุก ๆ เดือนอยู่แล้ว

    Q: ถ้าใส่เลข VAT ลงไปใน Billing แล้ว เวลาที่เราจะยื่น ภพ.36 กับทางสรรพากร สามารถเข้าไปดึงไฟล์ PDF จากทาง Billing ตรงนี้มาได้เลยไหม และทาง Facebook จะออกเป็นใบเสร็จ VAT ให้เลยใช่ไหม?
    A: ใช่ เพราะเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจะปรากฎอยู่ในทุก ๆ Billing เลย ผู้ประกอบการสามารถนำไปประกอบกับที่เรายื่นทุกเดือนได้เลย

    Q: สำหรับบุคคลธรรมดา มีวิธีไหนไหมที่จะช่วยลดภาษีตรงนี้?
    A: ในส่วนนี้แทบจะเลี่ยงไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ถึงแม้กรณีผู้ประกอบการนิติบุคคลที่ไม่ได้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี สุดท้ายแล้วสรรพากรก็สามารถเรียกตรวจสอบจากทาง Facebook ได้ เพราะประกาศนี้ไม่ได้เป็นการเรียกเก็บจากทาง Facebook แต่เป็นกฎหมายของทางสรรพากรประเทศไทย

    สรุป

    ทั้งนี้สำหรับธุรกิจรายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการยิงโฆษณาที่แพงขึ้น ขณะเดียวกันสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนฯ จะสามารถนำส่วนที่เสียตรงนี้ไปใช้ในการยิงแอดได้ด้วยนั่นเอง

    Reference: facebook.com/business/help/562800201396939?locale=en_US

  • ทำธุรกิจปี 2021 ไม่รู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14 ถือว่าพลาด!

    ทำธุรกิจปี 2021 ไม่รู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14 ถือว่าพลาด!

    “Facebook โดนปิดกั้นการมองเห็น ทำยังไงดี” “ใน iOS14 นี้จะรับมือกับตัวปิดกั้นโฆษณายังไงดี” นี่คือคำถามยอดฮิตจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มีช่องทางหลักในการขายสินค้าอยู่บน Social Media ที่เราทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อย่าง Facebook ที่หลาย ๆ ร้าน หลาย ๆ เพจกำลังประสบปัญหานี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    และเมื่อช่องทางการหารายได้หลักของพ่อค้าแม่ค้าหลาย ๆ คนคือการขายของออนไลน์ผ่านทาง Facebook แน่นอนเลยว่าเมื่อ “เพจโดนปิดกั้นการมองเห็น” ย่อมส่งผลให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กเห็นสินค้าที่คุณขายน้อยลง และสิ่งที่ส่งผลตามมาโดยตรงนั่นก็คือ ยอดขายที่ตกวูบอย่างน่าใจหาย! วงการคนทำธุรกิจออนไลน์จึงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน เพราะทุก ๆ การยิงโฆษณาคือหนึ่งในต้นทุนที่เสียไป ดังนั้นแล้วเหล่านักธุรกิจยุค 2021 นี้ อย่ารอช้า มาร่วมกันหาคำตอบในบทความนี้กันได้เลย

    สารบัญ

    • ทำความรู้จัก ตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14
    • 5 วิธีรับมือกับตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14  
    • ข้อดีของการรู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14 
    • สรุป

    ทำความรู้จัก ตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14  

    หากคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์ในยุคนี้ คงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าตัวแสบอย่าง “ตัวปิดกั้นโฆษณา” กันมาบ้าง ซึ่งเจ้าตัวนี้แหละที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของคุณเข้าถึงแอดโฆษณาที่คุณยิงได้น้อยลง แล้วสาเหตุที่มีตัวปิดกั้นนี้ขึ้นมามันเกิดจากอะไร? 

    Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานหรือ User สูงที่สุดในโลก มีจำนวนกว่า 2,600 ล้านคน! ลองคิดเล่น ๆ หากคุณสามารถขายสินค้าให้ทุกคนบนเฟซบุ๊กได้เพียงคนละ 1 ชิ้น จำนวนเม็ดเงินจะสะพัดมหาสารขนาดไหน ทั้งนี้ในโลกออนไลน์ก็มีความหลากหลายด้านธรุกิจ ทำให้คอนเทนต์ต่าง ๆ ในแต่ละแบรนด์หรือบริษัทสร้างมาเพื่อใช้ในการโปรโมทการขายสินค้าหรือบริการนั้นมีจำนวนโพสต์ต่อวันมากมายนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว 

    ทีนี้ผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคอย่างเรา ก็คงไม่อยากเห็นสินค้าทุกชนิดที่เราอาจไม่ได้สนใจเด้งขึ้นมาหน้าฟีดให้เห็นกันรัว ๆ จนรกหูรกตาใช่ไหมครับ ทาง Apple จึงเล็งเห็นปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวนี้ของผู้ใช้งาน จึงได้ออกตัว IDFA ที่ย่อมาจากคำว่า Identifier for Advertisers หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ตัวปิดกั้นโฆษณาวายร้าย’ มาให้ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ Apple อย่าง iPhone หรือ iPad ใน iOS14 

    โดยผู้ใช้งานสามารถกำหนดตั้งค่าการ Tracking โฆษณาที่ต้องการและไม่ต้องการได้ตามใจชอบ และนี่จึงเป็นเหตุให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ปวดหัวเป็นอย่างมาก เพราะการยิงโฆษณาหนึ่งครั้งก็เพื่อต้องการให้คนเข้ามาเห็นสินค้าเยอะ ๆ พอเจ้าตัวปิดกั้นโฆษณาปรากฏออกมา เกมส์สิครับทีนี้ จากคนที่อาจจะสนใจในสินค้าเราจากการเห็นโฆษณาครั้งที่สอง เค้าอาจกดไม่สนใจและไม่ต้องการเห็นโฆษณานี้ตั้งแต่ครั้งแรก (Not allow this app to track you) ซึ่งจะทำให้การเห็นโฆษณาที่จะมาจูงใจการซื้อในครั้งที่สองได้น้อยลงนั่นเอง

    5 วิธีรับมือกับตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14  

    หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับเจ้าตัวแสบกันไปพอสมควรแล้ว หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า แล้วเราจะสู้กับมันได้ยังไง? ต้องบอกว่าไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไขซะทีเดียว เพียงแต่คุณต้องรู้ ‘วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา’ เพื่อที่จะรับมือแก้ไขได้อย่างอยู่หมัด!

    อ่านมาถึงจุดนี้อยากให้ทุกคนหยิบปากกาเตรียมขึ้นมาจดกันได้เลย เพราะวันนี้เราจะมาบอกแนวทางการรับมือเบื้องต้นกับเจ้าตัวปัญหาอย่างตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14 พร้อมทั้งบอกข้อดีที่คนทำธุรกิจปี 2021 รู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14 ให้ทราบกันอีกด้วย จะมีวิธีรับมือและข้อดีอะไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

    1) ปรับปรุงโพสต์ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

    การทำโพสต์ให้มีคุณภาพนั้น ทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความสนใจกับโพสต์มากขึ้น ทำโพสต์ที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย เช่น การแนะนำวิธีการใช้สินค้า หรือเคล็ดลับต่าง ๆ ให้องค์ความรู้เพิ่มเติม ให้ผู้อ่านรู้สึกว่า Nice to know that 

    2) ทำคอนเทนต์ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้า

    คอนเทนต์ที่น่าสนใจจำเป็นจะต้องมีความสดใหม่หรือจะต้องโดนใจกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้พวกเขารู้สึกว่า Content นี้ต้องไลก์หรือต้องแชร์ต่อ หรือสามารถหยุดนิ้วโป้งของพวกเขาได้เมื่อเลื่อนฟีดเจอโฆษณาของคุณ

    3) ปฏิบัติตามกฎของเฟซบุ๊กอย่างเคร่งครัด

    ควรศึกษาให้ดีว่า Facebook มีนโยบายหรือข้อห้ามอะไรบ้างในการโพสต์ เช่น การใช้รูปภาพที่เหมาะสมกับสินค้า, เนื้อหาที่ไม่รุนแรง หรือสินค้าที่ไม่ผิดกฎหมายหรือละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น

    4) ทำ CBO หากลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ 

    CBO หรือ Campaign Budget Optimization เป็นเครื่องมือที่ Facebook จะทำการปรับการทำงานของโฆษณาให้ดีขึ้นนั้นเอง

    5) ติด Pixel หากคุณมีเว็บไซต์

    Facebook Pixel คือระบบ Tracking ของ Facebook ที่ใช้ติดตั้งบนเว็บไซต์เพื่อติดตามพฤติกรรมของผู้เยี่ยมชม โดยข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาที่ละเอียดมากขึ้น ส่งผลให้แสดงโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น 

    ข้อดีของการรู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14 

    เพื่อให้ทุกคนสามารถคิดภาพตามได้มากขึ้น เราจึงทำตารางเปรียบเทียบระหว่างการรู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณาและไม่รู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา ในแง่มุมของการทำธุรกิจปี 2021 แบบเข้าใจง่าย ดังตารางด้านล่างนี้

    รู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา

    ไม่รู้วิธีสู้ตัวปิดกั้นโฆษณา

    เปิดร้านหรือทำธุรกิจได้

    เปิดร้านหรือทำธุรกิจได้
    โพสต์น่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น

    โพสต์ไม่น่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แคบลง

    คอนเทนต์มีประสิทธิภาพ ดึงดูดคนได้เยอะขึ้น

    คอนเทนต์ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่น่าสนใจ ไม่ดึงดูด
    สร้างความน่าเชื่อถือของเพจได้ดีขึ้นจาก Traffic คนที่เข้ามาสนใจเนื้อหา

    เพจดูไม่น่าเชื่อถือ Traffic / Engagement ในเพจน้อยมาก

    คนเห็นแอดเยอะ > ออเดอร์มา > เงินมา เปิดร้านรับทรัพย์แบบปัง ๆ

    คนเห็นแอดน้อย > ออเดอร์ไม่เข้า > ปิดยอดได้น้อย ขาดทุนตามลำดับ

    สรุป

    การรู้วิธีรับมือและจัดการกับเจ้าตัวปิดกั้นโฆษณา IDFA ใน iOS14 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ แต่พูดได้ว่าเป็นเรื่องจำเป็นเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามเทคนิคต่าง ๆ ในการยิงแอดก็สำคัญไม่แพ้กัน นักรบจะออกรบแล้วชนะศึกไม่ได้หากไม่มีการวางกลยุทธ์ที่ดีใช่ไหมทุกคน?

    ซึ่งกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ว่านี้ ทาง Digihack ได้รวบรวมกลเม็ดเคล็ดลับ ไม้ตายไม้เด็ดต่าง ๆ ในการตั้งค่าเพื่อยิงแอด ให้โฆษณาของคุณทรงพลังและปิดการขายได้ปัง ๆ แบบที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว หรือตั้งค่าแอดครั้งเดียวออเดอร์ลูกค้าก็ทักเข้ามารัว ๆ ขอบอกว่าเงินล้านอยู่ใกล้แค่เอื้อมเพียงแค่ต้องเริ่มให้ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง 

  • ‘Sale Page’ เครื่องมือทางการตลาดที่ร้านค้าไม่ควรพลาดเด็ดขาด!

    ‘Sale Page’ เครื่องมือทางการตลาดที่ร้านค้าไม่ควรพลาดเด็ดขาด!

    ‘Sale Page’ คืออะไร?

    ‘Sales Page’ หรือที่นิยิมเรียกกันว่า ‘Sale Page’ คือ เครื่องมือหนึ่งที่ใช้สำหรับขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ผ่านช่องทางเว็บไซต์ โดยจัดทำขึ้นมาในรูปแบบของ ‘เว็บไซต์หน้าเดียว’ ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบันมาก เนื่องจากตอบโจทย์กับคนยุคใหม่ที่ไม่ชอบอ่านเนื้อหายาว รวมถึงชอบทำอะไรรวบรัดประหยัดเวลา ทั้งนี้ ‘Sale Page’ จะเน้นเรื่องการปิดการขายโดยเฉพาะ โดยในหน้าหนึ่งนั้นจะประกอบไปด้วยรายละเอียดสินค้า ราคา ช่องทางการชำระเงิน ช่องทางการติดต่อ รวมถึงโปรโมชันหรือคำพูดต่าง ๆ ที่จูงใจให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเกิดปฏิสัมพันธ์กับเรา ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บไซต์เรา หรือการสมัครสมาชิก เป็นต้น 

    ‘Sale Page’ ต่างกับ ‘Landing Page’ อย่างไร?

    จริง ๆ แล้ว ‘Sale Page’ กับ ‘Landing Page’ มีความแตกต่างที่คล้ายกัน ‘Landing Page’ เป็นหนึ่งในหน้าเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการเปลี่ยนจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นลูกค้าของเราผ่านการคลิกโฆษณาเข้ามา โดยที่ไม่ได้เน้นเรื่องการปิดการขายโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา การนำเสนอสินค้า หรือเพื่อการขาย เป็นต้น ส่วนทางด้าน ‘Sale Page’ นั้น จะเน้นในเรื่องของการปิดการขายให้เร็วที่สุด นำเสนอข้อมูลสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะภายในเว็บไซต์หน้าเดียว เพื่อให้ปิดการขายได้รวดเร็วที่สุดนั่นเอง

    ข้อดีที่ร้านค้าจะได้รับหากมี ‘Sale Page’ 

    • ปิดการขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เกิดความสะดวกสบาย ไม่ต้องคลิกต่อหลาย ๆ หน้า ทำให้มีโอกาสตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    • ง่ายต่อการเข้าถึง เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่มีความกระชับอยู่ภายในหน้าเดียว ไม่ว่าจะเป็นราคา ข้อมูลสินค้า โปรโมชัน รีวิวจากลูกค้า ปุ่ม Call To Action ช่องทางการชำระเงิน และช่องทางการติดต่อ
    • สามารถทำ ‘SEO’ เพื่อขึ้นอันดับในหน้า Search Engine ของ Google ได้
    • โน้มน้าวใจคนที่กำลังลังเลให้ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการได้ โดยอาจทำในรูปแบบของยกรีวิวของลูกค้าที่เคยใช้สินค้าหรือบริการของเราขึ้นมาให้เด่นเพื่อช่วยในการตัดสินใจ หรือมี Pop up โปรโมชันหรือส่วนลดภายในระยะเวลาจำกัดขึ้นมาแสดงตลอดเวลา
    • สามารถออกแบบให้เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์หรือลูกค้าสะดวกและสามารถเข้าได้จากทุกช่องทาง